ครัวไทยโบราณ

ครัวไทยโบราณ

  เรือนไฟ หรือเรือนครัว  พื้นที่ที่แยกส่วนจากตัวบ้าน ในสมัยโบราณ และยังแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของผู้เป็นเจ้าของ เนื่องจากต้องใช้ฟืนเป็นสำคัญในการทำอาหารให้สุก เมื่อเตาเป็นเตาถ่าน หรือเตาฟืน ควันไฟจึงมากกว่าปกติ  จึงต้องแยกออกจากตัวเรือน ในสุภาษิต ของคนพื้นถิ่นภาคตะวันออดเฉียงเหนือ ได้กล่าวถึง หญิงสาว ที่พึงประสงค์ไว้ว่า  “ต้องมีเรือนสามน้ำสี” หนึ่งในเรือนสาม คือหญิงผู้นั้นต้องมี “เรือนไฟ” หมายความว่า หญิงผู้นั้นต้องดูแลห้องครัว ให้สะอาดเรียบร้อย  เนื่องจากอาหารไทยต้องใช้ไฟในครัว หากดูแลไม่ดี อาจเกิดเรื่องร้าย ได้ และในเรือนไฟ จะมี “แม่เตาไฟ”

เราจะพบแม่ เตาไฟ ในทุกภาคของประเทศ  เหตุที่เรียก แม่เตาไฟนั้น ก็ด้วยลักษณะการใช้งานเป็นสำคัญ การทำแม่เตาไฟ  ไม่ยากนัก คือการแปลงดินสี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยลำไผ่หรือไม้กระดานที่บรรจุ ดินอัดแน่น และเกลี่ยดินให้เรียบ ด้านล่างกรุด้วยกระดานทึบ แล้วโรยดิน แห้งสลับเกลือพรมน้ำพอหมาดๆ เกลือจะละลายผสมกับดินทำให้ดินไม่แตก ประโยชน์ของแม่เตาไฟป้องกันไม่ให้ไฟติดพื้น แล้วยังเป็น ที่วางหม้อข้าวหม้อแกง จะได้ไม่เปื้อน พื้นครัว เพราะก้นหม้อดำ มีเขม่าสกปรก  การตั้งแม่เตาไฟ จะวางหันหน้าเตาไปทางตะวันตกดังนั้นตำแหน่งเตาไฟ จึงต้องตั้งให้ชิดฝาครัว ด้านตะวันออก เพราะเตาไฟและแม่เตาไฟทำด้วยดินดิบ ถ้าฝนสาด เตาจะทลายและเปียกชื้น นอกจากนี้จะไม่ทำให้ควันไฟ ย้อนเข้ามาในครัวอีกด้วย  นอกจากนี้คนไทยมีความเชื่อว่า หากมีสัตว์ออกลูก หนุทำรัง ปลวกทำรัง หรือมีเห็ดขึ้นที่แม่เตาไฟ จะมีเรื่องไม่ดีในครอบครัว เช่น หากพบเห็ดขึ้น จะได้รับข่าวร้าย หรือความเดือดร้อนภายในบ้าน เร่งระวังให้จงหนัก ถ้าวิเคราะห์แล้ว เป็นอุบายในการดูแลแม่เตาไฟไม่ให้สกปรก หรือทำให้ถูกสุขอนามัยมากกว่า ดังนั้น เมื่อทำกับข้าวแล้ว แต่ละบ้านต้องทำสังกะสีปิดไว้ เพื่อป้องกันสิ่งดังกล่าว