การอยู่ไฟ

ความรู่เกี่ยวกับการอยู่ไฟ

การเข้าอู่ อยู่ไฟ …ภูมิปัญญาชุมชน   เป็นวิธีการปรับสมดุลย์แบบพื้นบ้านของสตรีไทย ที่มีเสน่  และยังนำไปประยุภต์ใช้กับสุภาพบุรุษได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

.การเบ่งท้องคลอด …….แม้แต่เส้นเลือดเส้นเล็กๆ ก็ขยายตัวออกแบบค่อยเป็นค่อยไป หากจะต้องทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม และกลับสู่ภาวะปกติแบบสมดุลย์ ก็จะต้อง………. คำพูดเล็ก ๆแต่มีความหมายที่น่าสนใจ

รู้จักการอยู่ไฟ

การอยู่ไฟเป็นกระบวนการดูแลหลังการคลอดซึ่งคนไทยคุ้นเคยกับคำนี้มาเป็นเวลานานแต่ไม่ทราบวิธีการปฏิบัติและขั้นตอนต่างๆของกระบวนการเหล่านี้ แพทย์แผนปัจจุบันตอบคำถามของอาการอันเกิดจากการไม่ได้อยู่ไฟว่า เกิดจากสมองส่วนที่ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายทำงานผิดปกติ เพราะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงทำให้เกิดอาการ้อนวูบวาบหรือหนาวสะท้านในหญิงวัยหมดประจำเดือน (วัยทอง)  แต่ในหญิงวัยเจริญพันธุ์หรือในวัยที่ยังไม่หมดประจำเดือนบางคนยังคงมีอาการหนาวสะท้าน บางครั้งความหนาวทำให้เจ็บไปถึงภายในร่างกายหรือไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้เป็นเพราะเหตุใด

ในทางการแพทย์แผนไทยตอบคำถามนี้ว่า อาการเหล่านี้เกิดจากภาวะ การเสียสมดุลของธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย กระบวนการคลอดและการเบ่งท้องคลอด ร่างกายจะอยู่ในสภาวะที่ทุกส่วนขยายออก แม้แต่เส้นเลือดเส้นเล็กๆ ก็ขยายออกและมีการเสียเลือดเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการจะทำให้สภาวะหลังการคลอดเข้าสู่ปกติได้ดีนั้น จะต้องมีกระบวนการที่ซับซ้อนและจำเป็นจะต้องได้รับการปฏิบัติได้ถูกต้อง ไม่ว่าผลสรุปจะออกมาเป็นลักษณะใดก็ตาม การจะอยู่ไฟหรือไม่จึงเป็นความสบายใจของผู้ที่เลือกรับการบริการ บัดนี้ โครงการดอยน้ำซับได้นำวิธีการเหล่านี้มาสู่วิถีชีวิตของคนเมืองเพื่อเติมส่วนที่ขาดหายไป จากการดูแลสุขภาพของสตรีวิธีดั่งเดิม ให้ครอบครัวยุคใหม่ได้มีทางเลือกมาดำเนินชีวิตส่วนหนึ่งแบบผสมผสาน จึงเปิดโครงการดูแลสุขภาพและความงามหลังคลอดแบบแผนไทยขึ้น โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลถึงที่บ้าน ซึ่งเริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ.2543 เพื่อให้คุณแม่และลูกได้อยู่ร่วมกันใน วันแรกของหลังการคลอด
ในต่างจังหวัดยังสามารถหาดูได้ในหลายพื้นที่ ถือเป็นเรื่องปกติของการดำเนินชีวิต และเป็นการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน
ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองใหญ่หรือชุมชนเมืองในต่างจังหวัด วิถีชีวิตที่ต้องดิ้นรน เร่งรีบทำงาน ทำให้คนในเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพมหานคร ห่างเหินจากวิธีปฏิบัตินี้มานาน จนเกิดช่องว่างระหว่างวิถีชีวิต แบบชนบท และ ในเมือง ประกอบกับ การที่สังคมเมือง รับเอานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของการบริหารประเทศ จึงทำให้วิถีชีวิตเหล่านี้ ค่อยๆหายไปจากสังคมเมือง
นับตั้งแต่ 2544 เป็นต้นมา การไปดิลิเวอรี่ให้กับคุณแม่คนใหม่เกิดขึ้น จากแนวคิดจากหลักความจริงของการคลอด และระยะเวลาการ ให้นมบุตรเป็นปัจจัยสำคัญ ในการกำหนดการบริการประกอบหลักการแพทย์แผนไทยไปด้วยเนื่องจากน้ำนมในระยะแรก เป็นน้ำนมที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งและมีสารอาหารอยู่เป็นจำนวนมากในการสร้างภูมิต้านทานให้ลูกน้อย ลูกจะถ่ายง่าย ท้องไม่ผูก ไม่อึดอัดและน้ำนมมีอุณหภูมิเหมาะสม การบริการนี้ ถือเป็นอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้น   ในสังคมไทย

อาชีพหมอตำแย มรดกทางภูมิปัญญาสตรีไทย หมอสูติในบรรพกาล

หมอตำแย อาชีพที่ปัจจุบัน แทบจะไม่รู้จัก  และนับวันจะหาผู้ที่ทำอาชีพนี้ได้ยากขึ้นทุกที  ที่มาของคำว่า ตำแย ในสมัยก่อนนั้นผู้ที่ช่วยทำคลอดส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิงที่มากประสบการณ์ โดยชาวบ้านจะรู้จักกันในนามหมอตำแย” ซึ่งคำเดียวกันนี้ ศัพท์สาธารณสุขใช้ ผดุงครรภ์โบราณ หรือเรียกกันติดปากว่า แต่ถ้าดูจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ คำว่าตำแย อีกความหมายหนึ่งก็คือ คำที่ใช้เรียกหญิงผู้ทําคลอดตามแผนโบราณว่า หมอตําแย (มาจากมหาเถรตําแย ผู้ทําตําราว่าด้วยวิชานี้) น่าสังเกตว่าชื่อ “ตำแย” ไม่ปรากฏในคำบาลีเลย คงเป็นชื่อที่จำต่อๆกันมาจนเพี้ยนจากชื่อเดิม หากพิจารณาเสียงที่ใกล้เคียงกันก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า เป็นชื่อที่กลายมาจาก อาจารย์หมอของ ชีวกโกมารภัจ นั่นเอง ท่านชีวกโกมารภัจ< ไปร่ำเรียนกับมหาเถรตำแยที่สำนักทิศาปาโมกข์ในสมัยพุทธกาล อยู่เมืองตักสิลา ในแคว้นคันธาระ ปัจจุบันอยู่ในตอนเหนือของแคว้นปันจาป ประเทศปากีสถาน มีชื่อเสียงในทางศิลปวิทยา รวมทั้งวิชาการแพทย์ด้วย ในตำนานคติพุทธถือว่า”ชีวกโกมารภัจ”เป็นแพทย์หลวงประจำตัวพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ และถือว่าเป็นแพทย์ประจำองค์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยและต่อมายังได้รับยกย่องให้เป็นบรมครูของการแพทย์แผนโบราณของไทย  ชื่อของมหาเถรตำแย ในความรู้จักของคนไทยจึงมีมาแต่โบราณกาล ค่อยๆตัดคำหายไป กลายเป็น ”หมอตำแย”ในสมัยก่อนยังไม่มีหมอทำคลอดแผนปัจจุบัน มีแต่ผู้หญิงที่พอจะทำคลอดเป็นเรียนสืบต่อกันมา

ผู้ชายเป็นหมอตำแยได้หรือไม่

อย่างไรก็ดีส่วนใหญ่แล้วมักเข้าใจกันว่า หมอตำแยนั้นเป็นอาชีพเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้ชายก็สามารถเป็นหมอตำแยได้เหมือนกันกล่าวคือ หมอตำแยที่เป็นผู้หญิงและผู้ชายสามารถปฏิบัติงานได้แตกต่างกัน หมอตำแยผู้หญิงจะทำหน้าที่เฉพาะการทำคลอด และการทำความสะอาดเด็กเท่านั้น ส่วนขั้นตอนต่อไปคือพิธีกรรมการเอาแม่ลูกอ่อนอยู่ไฟนั้นเป็นหน้าที่ของหมอเป่ากลุ่ม แพทย์พื้นบ้านที่มีบทบาทมากต่อสังคมของคนในชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศไทย โดยการเป่าเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยของแพทย์พื้นบ้านวิธีการหนึ่ง นิยมใช้ร่วมกับวิธีการบำบัดโรควิธีอื่น ๆ) หรือกรณีคลอดยากอาจต้องให้หมอเป่าทำน้ำมนต์ให้หญิงมีครรภ์ดื่มเรียกว่า สะเดาะ แต่หมอตำแยผู้ชายสามารถทำได้ทุกขั้นตอนคือตั้งแต่การทำคลอด การทำความสะอาดเด็ก จนกระทั่งถึงพิธีกรรมการเอาแม่ลูกอ่อนอยู่ไฟ สำหรับวิชาชีพหมอตำแยไทย ไม่มีการห้ามเรื่องการทำแท้งและทำหมันไว้อย่างเด่นชัด คนโบราณกล่าวไว้ว่า เพียงจับมดลูกพลิกด้วยวิธีต่าง ๆ ก็สามารถทำแท้ง และทำหมัน รวมทั้งทำให้เด็กออกมาไม่ได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นหมายถึงการฆาตกรรมทั้งลูกและแม่เป็นบาปสูงสุด อย่างไรก็ดี คนที่จะมาเป็นหมอตำแยได้นั้น ต้องผ่านพิธีครอบครูจึงต้องเป็นคนที่ครูผู้ถ่ายทอดวิชากล่อมเกลาคัดสรรจนแน่ ใจว่ามีคุณธรรมมากเพียงพอจะรับผิดชอบชีวิตแม่และเด็กได้ หากรู้วิชาหมอตำแยแล้วไม่ผ่านพิธีครอบครูจะไปแอบทำมาหากินก็จะโดน ” ครูทำ ” ทำให้เจ็บป่วยอย่างหนัก ทำมาหากินไม่เจริญรุ่งเรือง

ข้อห้ามสำคัญที่ครูหมอตำแยโบราณสั่งสอนมาก็คือ ห้ามบอกพ่อแม่เด็กและญาติพี่น้องว่าเด็กในท้องเป็นหญิงหรือชาย เช่น พอแม่ท้องได้สักแปดเดือน หมอตำแย คลำดูก็รู้เพศเด็กแล้ว แต่จะพูดไม่ได้ ใครพูดจะตาบอด นี่เป็นข้อห้ามเดียวที่สำคัญที่สุดในวิชาชีพหมอตำแยไทย ซึ่งน่าจะมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างลึกซึ้งเพราะจะว่าไปแล้วการรู้ เพศเด็กก่อนคลอดไม่น่าจะมีผลดีกับใคร

ทำคลอดแบบหมอตำแย
เด็กที่เกิดออกมานั้นไม่เหมือนกัน บางเด็กก็หัวมาก่อน บางเด็กก็ขามก่อน บางเด็กก็มือมาก่อน แต่เด็กที่ขากับมือออกมาก่อนนี้ยากหน่อย หรือรกขาดนี้ยากมาก ถ้าหมอตำแยไม่ชำนาญก็จะเป็นอันตราย ส่วนในรกต้องจับรีดให้คนเขาดูด้วยว่ามีขาดไหม ถ้าไม่ขาดก็ดีแล้ว แต่ถ้ามีขาด ต้องหายาให้กินเดี๋ยวนั้น โดยเอามาคั่วรวมกันให้มันไหม้สักหน่อย แล้วละลายในน้ำให้กิน ยาที่ว่าก็คือ

1.ซเมาอั๊จม์แซ๊ะ (หญ้าหนวดแมว) ๗ ส่วน
2.ดินปืนดินพลุประมาณ ๑ ช้อน
3.สน๊อกปั๊วะ (คราบงูที่ลอกคราบ) ๗ ส่วน
4.ปิงวาย (แมงมุม) ๗ ส่วน
5.มะเร็งพเลิง (เจตมูลเพลิง) ๗ ส่วน

ส่วนเด็กที่คลอดมาใหม่นั้นก็ตัดสะดือแล้วมัดกับด้ายสีดำ ด้ายนั้นพันมัดสองจุด เวลาตัดไม่ใช้มีด แต่ตัดกับหอยกาบ แล้วก็อาบน้ำให้ ล้างมือ ถูตัว แล้วก็ให้นอนกับกระด้งหรือฉะเนียง จวมบูน (บายศรีเชิญครู) เอากะลามะพร้าวใส่ขี้เถ้า หมาก ๔ ลูก ใบพลู ถ้าไม่มีให้เอาใบขนุนวางไว้ ๔ ทิศ ทิศละใบ ส่วนธูปเอาต้นหญ้าคาแทน เทียน ๒ เล่ม ในขณะที่แม่เมื่อคลอดลูกแล้ว ก็ให้นอนราบกับพื้น รออาบน้ำร้อน หม้อที่ต้มน้ำต้องใช้หม้อดินใหญ่ หรือหม้อที่ใช้สาวไหม ซึ่งต้องใส่รากทมึ๊ย (ต้นป่าน) เกลือ ใบมะขาม เปลือกมะขาม ใส่ในหม้อต้มพอเดือด แล้วก็ตักให้คนคลอดกินและอาบ ส่วนใต้ถุนบ้านนั้นมีหลุมอยู่ ๑ หลุม หลุมนี้ใช้สำหรับรองน้ำที่อาบเวลาอาบน้ำก็ไหลตกลงไปในหลุม ในหลุมก็ใส่ซังเคิร (กิ่งเล็บเหยี่ยว) ใส่หัวไพล เอาแหปิดล้อมรอบบริเวณหลุม เพื่อป้องกันผีปอบ อย่าให้มันเขาไปได้ ถ้ามันเข้าไปได้แล้วมันจะไปกินเลือดหรือรกที่อยู่ในหลุม ส่วนสามีก็เอาฟืนท่อนใหญ่ๆ มาก่อไฟให้ภรรยาที่นอนราบกับพื้นอยู่บนบ้าน

ทั้งนี้ สามี-ภรรยา ต้องยกครูให้หมอตำแยโดย

1.จวมบูน (บายศรีเชิญครู) ประกอบด้วยใบพลูหรือใบขนุนทิศละ ๔ ใบ ธูป ๒ ดอก เทียน ๔ เล่ม กรวยดอกไม้ ๕ กรวย ใส่จานไว้
2.บายศรีปากชาม ๑ คู่ แต่ละจานประกอบด้วย กล้วย ๔ ลูก ข้าวต้มมัด ๔ มัด หมาก ๔ ลูก เงิน ๔ บาท

นอกจากนี้ก็มีของไหว้พระพิษณุ เรียกว่า “พิษณุการ” คือมีข้าวเปลือก ๑ กระเชอ ตรงกลางวาหัวขวานถาก ๑ เล่ม ข้างๆ วางไข่ต้ม ๑ ฟอง ถ้วยใส่ข้าวสาร ๒ ถ้วย หมาก ๑ ลูก เทียน ๒ เล่ม (ปักในถ้วยข้าวสาร) กรวยดอกไม้ ๕ กรวย กรรไกร มีดโกน หวี แป้ง ด้ายชุบน้ำขมิ้น แล้วเอาใบหญ้าคาปักไว้ ไก่ต้ม ๑ ตัว ใส่ถาดวางไว้ข้างๆ กระเชอ
อย่าไรก็ตาม ภายหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มีระเบียบจากทางราชการบังคับให้หมอตำแยทั่วประเทศต้องผ่านการอบรมขึ้น ทะเบียน หมอตำแยเจอระเบียบหยุมหยิบของราชการก็เลยลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และนับแต่นั้นคนทั่วไปก็เริ่มหันไปคลอดลูกยังอนามัยสถานผดุงครรภ์ และโรงพยาบาล ด้วยความนิยมในความสะดวก สะอาด และน่าจะปลอดภัยได้มากกว่า หมอตำแยก็เลยค่อยๆหายไป ส่วนอดีตหมอตำแยรุ่นคุณย่า คุณยายก็จะนำวิชาเหล่านี้มาใช้กดจุด นวดแผนโบราเพราะการเป็นหมอตำแยนั้น ต้องรู้จักเส้นและจุดต่างๆในร่างกายเป็นอย่างดี
ในอดีตนั้นประเทศไทยจะไม่มีหมอตำแยที่เป็นผู้ชายเลย ซึ่งสอดคล้องกับ หมอตำแยของฝรั่งที่เราเรียกว่า “ nobilitas obstertricum” ซึ่งเป็นภาษาละติน หรือ “midwives” หมาย ถึง คนในระดับชั้นสูงที่ทำหน้าที่ทำคลอด เนื่องจากบุคคลที่จะทำคลอดในสมัยแรกเริ่มของโลกนั้นชาวตะวันตกมองว่าเป็น หน้าที่ของชนชั้นสูงในสังคม และ เป็นหน้าที่ของสตรีเท่านั้น โดยการเป็นผู้ทำคลอดนี้ถือว่าเป็น หน้าที่ที่ควรได้รับค่าตอบแทน และ การยอมรับต่อสาธารณะเป็นอย่างยิ่ง การเรียนรู้ในเรื่องการทำคลอด ตลอดจน การประดิษฐอุปกรณ์ต่างๆ และได้สอนต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้หน้าที่ของ midwives พัฒนาการข้ามไปสู่เรื่องศาสตร์ของการผ่าตัด ซึ่งในตอนนั้น ศาสตร์นี้ ยังไม่เป็นที่ยอมรับและยกย่อง midwives มากนัก การพัฒนาการของการทำคลอดได้ผ่านมาจนถึง การศึกษาอย่างจริงจังในเรื่อง

เวลาต่อมา Axel Hinrich Murken ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับคลินิก หรือ โรงเรียนที่ สอนเกี่ยวกับ สูติศาสตร์ พบว่า ในช่วงศตวรรษที่ 18 มีคลินิกที่เกี่ยวกับสูติกรรมเกิดขึ้นถึง 1800 แห่งโดยการดัดแปลงจากบ้านพักอาศัย เป็นสถานที่สอนสำหรับ หมอใหม่ และ midwives แต่ โชคร้ายที่การทำคลอดในช่วง เวลาดังกล่าวมีอัตตราการเสียชีวตของ แม่ หรือ เด็ก สูงมากจากโรค “puerperal fever” จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1847 หมอ Lgnaz Philipp Semmelweis ได้ค้นพบ และ อธิบายถึงสาเหตุในการติดเชื้อ และ การเสียชีวิตที่เกิดขึ้นจาก แบคทีเรีย นอกจากนั้นคุณหมอยัง แสดง วิธีการป้องกันการติดเชื้อเบื้องต้น โดยการล้างมือ ผู้ที่จะทำคลอดด้วยยาฆ่าเชื้อในสมัยนั้น ทำให้อัตตราการสุญเสียลดลงอย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในวงการสูติศาสตร์ทีเดียว

ข้อมูลจาก บันทึกตามความทรงจำในวัยเด็ก และสุรินทร์สโมสรจากผู้จัดการ
ขั้นตอนการบริการที่เป็นการบริการหลัก ที่นิยมในปัจจุบัน

ขั้นตอนที่สำคัญ

การอาบน้ำสมุนไพร โดยทั่วไปใช้น้ำตะไคร้สดเป็นสมุนไพรที่สำคัญ เนื่องจากเป็นสมุนไพรที่ใช้ลดกลิ่นคาวอันเกิดจากน้ำนมและน้ำคาวปลา นอกจากนี้อาจผสม ด้วยไพล ใบมะขาม ผิวมะกรูด กลิ่นของสมุนไพรทำให้ร่างกายหอมสดชื่น คุณแม่จะผ่อนคลายจากการได้อาบน้ำสมุนไพรและผิวพรรณจะสดชื่นแจ่มใส และสามารถใช้อาบน้ำลูกได้ด้วย (ในสมัยโบราณ บางที่ จะไม่ ให้อาบน้ำในระยะอยู่ไฟ
นวดผ่อนคลาย เป็นการนวดแบบพิเศษเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง เพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสีย ได้เป็นอย่างดี
การประคบสมุนไพร  ลูกประคบสมุนไพรจะมีส่วนผสมของสมุนไพรที่ช่วยให้กล้ามเนื้อได้รับการผ่อนคลาย และคลายความปวดเมื่อยจากการอุ้มท้องตลอด 9 เดือน<
การทับอิฐ เป็นการใช้อิฐเผาไฟ และห่อด้วยผ้า  ที่รองด้วยใบพลับพรึง เพื่อลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีและ ช่วยลดอาการบวมน้ำ
การทับหม้อเกลือ เป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่ง เพราะมีจุดประสงค์ในการทำให้มดลูกแห้งและกลับเข้าอู่แล้วยังช่วยให้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแผ่นหลัง
นั่งอิฐ เป็นการเอาอิฐไปเผาไฟ ให้ร้อน ห่อด้วยใบพลับพลึง แล้วจึงใช้ผ้าห่ออีกครั้ง คุณแม่นั่งทับลงบน อิฐ  ความร้อนของอิฐจะ สัมผัสบริเวณแผล คลอด ทำให้ แผลแห้งเร็ว และมดลูกแห้ง คุณแม่จะแข็งแรงเร็วมากขึ้น
การอบสมุนไพร  เป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งอีกกิจกรรมหนึ่ง กล่าวกันว่าเป็นกิจกรรมที่สามารถขับสิ่ง   สกปรกออกจากร่างกายได้ดี ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสูตรสมุนไพรที่ใช้ คำโบราณกล่าวว่าการอยู่ไฟ ต้องให้ถึงยา หากอยู่ไฟไม่ถึงยาก็ไม่เกิดประโยชน์กับคุณแม่ สูตรยาอบสมุนไพรจึงสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของคุณแม่ และแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้ดวงตาแจ่มใส ไม่ขุ่นมัวเมื่อมีอายุมากขึ้น

น้ำต้มสมุนไพรมีหลายตำรับโดยทั่วไปจะใช้ไพล ว่านชักมดลูก ขมิ้นอ้อย และอ้อยแดงต้มดื่มหลังอาหารเช้า เย็น เพื่อขับน้ำคาวปลา นอกจากนี้การต้มน้ำสมุนไพรสดดื่ม เช่นขิง จะช่วยขับลมและช่วยทำให้ร่างการยอบอุ่นและน้ำนมไหลเวียนได้สะดวก

ข้อมูลจาก 1. หนังสือ การดูแลสุขภาพหญิงหลังคลอด ด้วยการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณะสุข

2.ประเพณีเนื่องในการเกิด ของพระยาอนุมานราชธน หรือเสถียรโกเศศ

ประวัติการดูแลหญิงหลังคลอดด้วยการแพทย์แผนไทยในอดีต ไม่มีตำราใดเขียนไว้ มีแต่องค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทย ในเรื่องที่เกี่ยวกับแม่และเด็ก ที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ปฐมจินดา เริ่มตั้งแต่การตั้งท้อง การคอด เรื่องรก การดูลักษณะเด็ก โรคเด็ก ฯลฯ แต่ไม่ได้กล่าวละเอียดเกี่ยวกับการคลอด หลังคลอด มีเพียง เรื่องของยา ที่ใช้หลังการคลอด  ระยะเรือนไฟ ตัวอย่างเช่น ยาช่วยให้คลอดง่าย ยาแก้รกค้าง ยาใช้แทนการอยู่ไฟ ยาขับน้ำคาวปลา ยาบำรุงน้ำนม ยาขับน้ำนม ยาบำรุงเลือด ฯลฯ ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องการคลอด และหลังคลอด คงจะมีมาคู่กับความเป็นชาติไทย แต่ที่มีหลักฐานการบันทึกไว้นั้น คุณยุวดี ตปนียากร ได้กล่าวไว้ใน ผลการวิจัยเรื่องวิวัฒนาการของการแพทย์แผนไทยตั้งแต่สมัยเริมต้น จนถึงสิ้นสุดราชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้ในเรื่องสูติกรรมว่า

การคลอดบุตรของคนไทยนั้น ทำได้แต่การคลอดธรรมดา ถ้ามีการคลอดผิดปกติ แม่จะอู่ระหว่างอันตรายมาก
ในขณะที่คลอดจะมีการข่มหน้าท้อง โดยใช้กำลังกดขี่ที่หน้าท้อง ให้เด็กออกเร็วขึ้น บางรายใช้เท้าเหยียบ หรือใช้ไม้ ทำเป็นรูปเท้าอันเล็กๆ กด จึงน่าจะเป็นอันตรายมาก โรคที่น่ากลัวสำหรับแพทย์ในสมัยนั้น ได้แก่สันนิบาตหน้าเพลิง คือ ระยะที่อยู่ไฟแล้วมีไข้ เนื่องจากการติดเชื้อเวลาคลอด หลังคลอดแล้ว แม่ต้องอยู่ไฟ คือนอนบนกระดานไฟ ซึ่งลาดูแบร์(ดูรายละเอียดของผู้เขียน ในท้ายของบทความนี้ ได้กล่าวถึงการอยู่ไฟของหญิงไทยและมอญในกรุงศรีอยุธยาไว้ ดังนี้  ชาวสยามจะให้แม่ลูกอ่อน อยู่ไฟเป็นเวลานานตั้งเดือน มีกองไฟติออยู่เสมอ และค่อนข้างใหญ่เสียด้วย แล้วค่อยกลับตัวผิงทางโน้นทางนี้ แต่ควันนั้น ทำให้รำคาญอยู่มาก ไม่ค่อยลอยออกนอกเหย้า ได้รวดเร็วตามช่องที่เจาะไว้ตามหลังคา พวกมอญนั้นให้หญิงคลอดบุตรขึ้นนอนบนฟากไม้ไผ่ค่อนข้างสูง สุมไฟไว้ข้างล่าง หากอยู่ไฟ กันทำนองนี้เพียง 4-5 วัน เท่านั้น เมื่อออกไฟแล้วต่างบวงสรวงคุณแม่พระเพลิงที่ได้กรุณาชำระล้างผู้หญิงของพวกตน ระหว่างอยู่ไฟนั้น หญิงผู้อยู่ไฟ จะกินหรือดื่มแต่ของที่ร้อนเท่านั้น และข้าพเจ้าทราบว่า หมอตำแย ของเราก็ห้าม หญิงคลอดบุตร ดื่มน้ำเย็นเช่นเดียวกัน

ดังนั้น โดยหลักการใหญ่ๆแล้วการสูติกรรมและหลังคลอดคงเหมือนกันทุกสมัย จะต่างกัน ต่ส่วนปลีกย่อยเท่านั้น เพราะ ในการประสูติของพระมเหสี ในกฎมณเฑียรบาล ในสมัยอยุธยา ได้กำหนดไว้เป็นการแน่นอน นับตั้งแต่รู้ว่า พระองค์ทรงพระครรภ์ จะจัดพิธีทางไสยศาสตร์ เพื่อความปลอดภัยของพระราชโอรส ธิดาในพระครรภ์ และพระมารดาเป็นระยะ จนกระทั้งประสูติ จะมิธีสังเวยพระเสื้อเมือง 7 วัน สมโภช ปลูกเรือนไฟ และพิธีสมภพ สนานตามลำดับ

การดุแลหลังคลอดด้วยการแพทย์แผนไทยในอดีต มีกล่าวไว้ค่อนข้างละเอียด ในหนังสือ ประเพณีเนื่องในการเกิด ของพระยาอนุมานราชธน หรือเสถียรโกเศศ ได้เขียนไว้ พอสังเขปดังนี้

การอยู่ไฟ แบบพื้นบ้าน

หลังคลอดสามีและคนอื่นๆ จะช่วยกันจัดทำเตาสำหรับอยู่ไฟ เตาไฟนี้ ห้ามไม่ให้ทำเตรียมไว้ก่อน เป็นแต่ทำแม่แคร่ เตาไฟเตรียมไว้ได้ เมื่อวางแม่แคร่เรียบร้อยแล้ว ตัดต้นกล้วยมาเป็นท่อนๆผ่าสอง วางเรียงลงในแม่แคร่ เอาดินเกลี่ยข้างบนอีกที แล้วจึงติดไฟ เรียกว่า “ทอดเตาไฟ” ซึ่งต้องหาวันดีถ้าถือ ถ้าจัดทำเตาไม่ทันให้หญิงคลอดลูก นอนอยู่ข้างเตาไฟไปก่อน (เตาเชิงกราน คือเตาทำด้วยดินเผา ยกได้ รูปคล้ายอานม้า) ใช้ฟืนวันละ 3 ดุ้น และอยู่ 3 วัน แล้วจึงทำพิธีอยู่เตาไฟใหญ่

การอยู่ไฟ มีลัทธิ หรือพิธีกรรม ที่ต้องทำหลายอย่าง เช่นต้องทำพิธีดับพิษไฟ วงด้ายสายสิญจน์ปิดยันต์ 8 ทิศ มีหนามพุทราสะไว้รอบหลุมใต้ถุนห้องที่อยู่ไฟ เพื่อกันผีที่จะมาทำอันตราย โดยเฉพาะผีกระสือ และยังสานแผงล้อมปากหลุมปากบ่อที่ใต้ถุน ซึ่งใช้เป็นที่ขับถ่าย นอกจากเพื่อป้องกันผีแล้ว จะกันสัตว์เลี้ยง เข่าไปทำสกปรกเลอะเทอะด้วยในตัว ส่วนบนเรือนนอกจากมีเลขยันต์ และด้ายสายสิญจน์ยังนำใบหนาดไปเสียบไว้ที่ประตูห้อง เนื่องจากใบหนาดมีกลิ่นเหม็น ผีได้กบลิ่นจะกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ บางรายมีตาข่ายหรือร่างแหขึงครอบที่อยู่ไฟด้วย เพื่อกันผี ถ้าหากมาทางเบื้องบน

เมื่อจะอยู่ไฟ จะมีการดับพิษไฟเสียก่อน ต้องหาผู้รู้มาเสกข้าวสารกับเกลือ ทำพิธีกรรมให้ และก่อนขึ้นนอนบนกระดาฯไฟ ต้องทำ “เข้าขื่อ” (คือนอนตะแคง ให้หมอตำแยเหยียบตะโพก เชื่อว่าทำให้กระดูกเชิงกรานซึ่งครากเพราะคลอดลูกกลับเข้าที่) แล้วจึงขึ้นนอกบนกระดานไฟได้ หมอจะเสกขมิ้น แลปูนแดงทาท้อง และตำไพลกับเกลือ พอกแผลช่องคลอดเพื่อกันหนอง  และให้แผลหายเร็ว ถี้เหล้าจะใช้เหล้าล้างเสียก่อน ระหว่างเวลาอยู่ไฟ ชาวบ้านทราบ จะพากันมาเยี่ยม การเยี่ยมจะไม่มามือเปล่า มีอะไรหาได้ จะนำตอดมือเอามาฝากด้วยน้ำใจอารี เช่น ขมิ้น ดินสอพอง ปลาแห้ง กล้วยโดยมากเป็นกล้วยหักมุกเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของที่จะได้ใช้สอย และกินได้ไม่แสลง ผู้ไปเยี่ยมคนอยู่ไฟ ห้ามกล่าวเรื่องหนาวร้อน เป็นผด เป็นผื่น เจ็บ ไข้ ตาย  หรือเรื่องอะไรทั้งนั้น อันถือว่าไม่เป็นมงคล เพราะกลัวผู้อยู่ไฟ จะเสียขวัญ เกิดเป็นจริงอย่างที่พูด จึงมรการทำสัญลักษณ์ ให้ทราบว่า บ้านนี้มีหญิงอยู่ไฟ  โดยการปักเฉลว ทางภาคอีสานจะทำตาเฉลว (ใช้ได้สีแดง และขาววางรอบๆ มุมเฉลว แต่สลับสีกันผูกติดกับปลายไม้ไผ่) ปักไว้เช่นนั้น จนกว่าจะออกไฟ จึงถอนทิ้ง เพื่อเป็นเครื่องหมายบอกผู้มาเยือนให้ระวังเรื่องการพูดจา

ผู้อยู่ไผต้องนุ่งเตี่ยว มีขมิ้นกับปูนแดงผสมเหล้า เอาสำลีชุบเช็ดสะดือ และทาท้อง ทาหลังไว้เสมอ ว่าสำหรับดับพิษร้อน และรักษาร่างกายด้วยนอกจากนี้ยังมียาโรยบนถ่านไฟ สำหรับรมตา กันตาแฉะ ตาเจ็บ และมีน้ำโอ่งหนึ่งหรือไหหนึ่ง ตั้งไว้ข้างเตา เมื่อไฟในเตาลุกลามมากไป หรือลุกแดง เกินความต้องการ จะได้เอากระบวยอันยาว เอื้อมตักน้ำในโอ่ง สำหรับราดดับไฟ หรือจะน้ำใส่ภาชนะ สำหรับต้มกิน ก็สะดวกตามที่ต้องการ

อาหารของผู้ที่อยู่ไฟ   กินข้าวกับปลาแห้ง หรือกินข้าวกับเกลือ หลายๆ วัน จึงมีแกงเลียงบ้าง ซึ่งจะทำให้น้ำนม มามาก นอกนี้ น้ำกิน มักกินน้ำร้อนใส่กะโหลกกะลา หรือชามที่มีความหนาจับถือได้ไม่ร้อนมือ การชำระล้างมลทินต่างๆ ส่วนมากใช้กะลาครึ่งซีกเป็นพื้น เพราะเลิกใช้แล้วโยนทิ้งได้ ทางภาคเหนือให้หญิงอยู่ไฟกินข้าวกับเกลือเหมือนกัน แต่ให้ทำเป็นก้อนเสียบไม้จี่ (ปิ้งไฟ) ให้กิน เรียกว่าข้าวจี่ (คือข้าวเหนียวสุกปั้นเป็นก้อนเสียบไม้จี่ไฟกินกับเกลือ) กินอย่างนี้สัก 10 วัน ถึง 14 วัน จึงกินข้าวกับปลาเค็มๆได้ คนอยู่ไฟนอกจากกินข้าวกับเกลือ ยังต้องกินยาแก้โลหิตเป็นพิษ ต้องกินเช้า กินเย็นทุกวัน จนกว่าจะออกไฟ ประตูหน้าต่าง (ถ้ามี) ห้องอยู่ไฟ ต้องปิดไว้เสมอ เพราะกลัวลมจะเข้าไปกระทบผู้อยู่ไฟ  เกิดเป็นไข้ขี้นได้ ที่เป็นง่าย เพราะผู้อยู่ไฟ ยังมีกำลังอ่อนเพลียอยู่ ต้องปิดประตูหน้าต่างห้องให้มืดอุดอู้ ด้วยเพราะ ต้องการความอบอุ่น ไม่ชอบอากาศเย็น และยังต้องใช้ยาร้อนๆ เพราะถ้ากระทบความเย็น  มดลูกจะบวมเกิดเป็นพิษได้ คิดว่านี่เป็นความเห็นรุ่นหลัง เดิมจะเป็น เรื่องกันผีมากกว่า เพราะผีเข้ามาไม่เห็นตัว แต่จะรู้ได้ว่า เข้ามา เพราะมีลงเย็ยวูบมากกระทบตัวแล้วจะจับไข้

กำหนดอยู่ไฟ มี 7,9,11,13,17,17 และ21 วัน หรืออย่างมากถึง 29 วันก็มี จำนวนวันอยู่ไฟไว้นี้ เป็นจำนวนคี่ทั้งนั้น เพราะถือคติที่ว่า อยู่ไฟ”วันคู่ลูกถี่ วันคี่ลูกห่าง” จะด้วยเหตุผลอย่างไรก็ไม่ทราบ การอยู่ไฟจะนานกี่วันตามกำหนดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่สมัครใจ ถ้าอยู่ได้นานยิ่งดี กล่าวว่า ถ้าอยู่ได้นา เมื่อออกไฟแล้ว ผิวพรรณจะมีน้ำมีนวล ถ้าเป็นส้องสาว มักให้อยู่นานวัน

  อยู่ไฟครบกำหนดแล้ว เวลาออกไฟ จะทำบัตรพลี อย่างที่พูด ว่ามีกุ้งพล่า ปลายำ คือจะมีกับข้าวอะไรเล็กๆน้อยๆ ใส่กระทงเล็กๆ สำหรับเส้นสังเวยแม่เตาไฟ กราบไหว้ลาด้วยคารวะ แล้วจึงดับไฟ และอาบน้ำมนต์ธรณีสาร เป็นการปัดเสนียดจัญไร เสร็จการอยู่ไฟเท่านี้ แต่บางรายก่อนออกไฟได้วันหนึ่งให้อยู่ไฟแกลบ คือใช้แกลบแทนฟืน เอาใบเหงือกปลาหมอสุมบนแกลบ อยู่ไฟแบบนี้ พ้น คืนหนึ่งแล้ว จึงเอาน้ำมนต์ธรณีสารประพรมที่ไฟและเด็ก และลาแม่เตาไฟ ออกไปอาบน้ำมนต์ ออกไฟแล้วห้ามยกกระบุงแกลบ กระบุงนุ่น เป็นเวลาราว 1 เดือน

อนึ่งเมื่อออกไฟแล้ว ต่อไปเป็นเวลา 3 เดือน โบราณห้ามไม่ให้นอนกับสามี บางที่แม่ของหญิงอาจมาอยู่ด้วย เพื่อป้องกันในเรื่องนี้ ที่ห้ามเพราะถือว่า ถ้าฝ่าฝืนจะมีลูกถี่ ว่ามดลูกยังไม่แห้งสนิท  นอกจากนี้เกี่ยวกับเรื่องหลังคลอด ยังมีกล่าวในตำราแพทย์ตำบลเล่ม 1พระทิพย์จักษุศาสตร์ (สุ่น สุนทรเวช) ได้กล่าวถึงการอยู่ไฟว่า”เมื่อคลอดบุตรแล้ว จำเป็นต้องให้ความร้อน ทำให้ท้องอุ่นอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะมีอาการปวดตรงมดลูก เพราะเหตุนี้จึงมีการอยู่ไฟ เมื่อคลอดบุตรทุกคราว ฝรั่งโบราณเขาก็ใช้อยู่ไฟด้วยไม้ฟืน แล้วเปลี่ยนมาใช้ก้อนหินเผาไฟ เพราะก้อนหินเป้ฯของแข็ง ช่วยกดกับหน้าท้องและให้ความอุ่นใกล้ชิดดี ไม่ร้อนนอกเขตที่ต้องการดุจการผิงไฟ ต่อมาใช้ขวดดินเผา หรือขวดแก้วใส่น้ำร้อน ชาวญี่ปุ่นคิดทำชุดอยู่ไฟ เอาผงถ่านห่อกระดาษ เป็นชุดจุดติดคุเหมือนธูป บรรจุในกลักสังกะสี การใช้ชุดอยู่ไฟนั้นสะดวกดี ราคาจะถูกมาก ความอุ่นร้อนสม่ำเสมอตลอดเวลา ขุดหนึ่งทนได้ 5-6 ชม นับว่าดีกว่าถุงน้ำร้อน

มดลูกเข้าอู่

ในระหว่าง 3 หรือ 7 วัน เมื่อคลอดลูกแล้ว หมอตำแย จะมาฝืนท้องให้ทุกวัน คือเอามือกด และดันตรงหัวเหน่า เพื่อช้อนให้มดลูกเข้าอู่ ที่ซึ่งมดลูกอยู่ จะเห็นเป็นแอ่ง จึงได้เรียกว่าอย่างนั้น เมื่อฝืนขึ้นไปแล้ว จะเอามือกดคลึงหัวเห่นา เรียกว่า กล่อมมดลูก ให้ปากมดลูกหดตัวกลับเข้าที่ตามเดิม ตอนที่กดกล่อมมดลูกนี้ จะมีน้ำคาวปลาทะลักออกมา ทำให้รู้สึกสบาย หญิงอยู่ไฟจะต้องเข้ากระโจมอบตัว อาบน้ำสมุนไพร ทับหม้อเกลือ และนั่งถ่าน

การเข้ากระโจม

ก่อนเข้ากระโจม ต้องเอาว่านนางคำ ฝนหรือตำคั้น เอาแต่น้ำผสมกับเหล้า และการบูร ทาให้ทั้งตัวผู้อยู่ไฟเสียก่อน ทาเสร็จแล้วจึงเข้ากระโจม กระโจมนั้น ทำด้วยโครงซี่ไม้ไผ่ดุจโครงมุ้งประทุนหรือจะใช้สิ่งอื่นที่หยิบฉวยได้ง่าย เอาผ้าคลุม ให้มิดชิด ไปตั้งไว้บนชานเรือนหรือในที่สูงๆ ใต้ที่ตั้งกระโจม ตั้งเตาต้มหม้อยาผนึกฝา ฝังท่อนกระบอกไม้ไผ่สอดเข้าไปในกระโจม เพื่อให้ไอน้ำยาในหม้อที่ต้เดือดพลั่งๆขึ้นมา เข้าไปในกระโจม ตามท่อคนเข้ากระโจมจะได้รับไอน้ำยา หรือถ้าไม่สะดวก จะยกหม้อที่ต้มแล้ว กำลังเดือดพล่าน เข้าไปไว้ในกระโจมก็ได้ ผู้เข้ากระโจมจะแย้มฝาละมีเปิดทีละน้อย ๆ และก้มลงไปที่ปากหม้อ ให้ไอพลุ่งขึ้นมารมหน้า ยาที่ใช้ต้มมีเปลือกส้มโอ ใบ

ส้มป่อย ว่านน้ำ ตะไคร้ ผักบุ้งล้อม มะกรูดผลหนึ่งผ่าเสี้ยว เกลือหยิบมือ หรือมีอะไรอื่นอีก หรือจะขาดตกบกพร่องอะไรบ้าง เป็นเรื่องสุดแล้วแต่จะหาได้ การเข้ากระโจม เพื่อการบำรุงผิว กันฝ้าขึ้นหน้าแลละแก้อะไรได้อีกหลายอย่าง รมอยู่อีกหลายอย่าง รมอยูราวครึ่งชั่วโมงหรือนานกว่านั้นได้ยิ่งดี แต่มักจะอยู่นานไม่ใคร่ได้  เพราะร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลท่วมตัวราวกับอาบน้ำ แล้วจึงจะออกจากกระโจมได้ การเข้ากระโจมอย่างนี้เรียกว่า  “เข้ากระโจมยา” การเข้ากระโจมมักจะนิยมทำในตอนเช้า

ประคบตัว คือการเอายาที่เหลือจากการเข้ากระโจม เทออกจากหม้อต้มผสมกับน้ำเย็น แล้วทำลูกประคบ ใช้ไพล ว่านนางคำขมิ้นอ้อย ใบมะขามใบส้มป่อย ตำแล้วเคล้าเกลือเอาผ้าห่อมัดให้แน่นเป็นลูกประคบ 3 ลูก ลูกหนึ่งสำหรับนั่งทับ นอกนั้นใช้ประคบตัว ประคบเต้านมและคลึงเต้านมด้วยเพื่อให้หายคัด น้ำนมจะได้เดินสะดวก ประคบเสร็จแล้ว เอาน้ำยาที่เหลือ อาบให้หมด แล้วจึงเอาน้ำเปล่า อุ่นๆ อาบล้างอีกทีหนึ่ง ทำอย่างนี้ทุกวัน จนกว่าจะออกไฟ

นาบหม้อเกลือ คือการเอาเกลือบรรจุลงในหม้อตาล มีฝาละมรปิดตั้งบนเตาไฟ เผาจนร้อนจัด เกลือในหม้อแตกระเบิดดังเผะผะ แต่ไม่กระเด็นออก เพราะติดฝาละมี ยกหม้อเกลือวางลงบนใบละหุง หรือใบพลับพลึง สุดแต่จะหาใบไม้อย่างไหนได้ง่าย และเอาผ้าสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ห่อหม้อตาลนี้ ทั้งใบละหุง หรือใบพลับพลึงที่รองไว้ ให้เหลือชายผ้าพอจะจับรวมเป็นกระจุกสำหรับถือ เพื่อจะเอาไปคลึงตามตัวให้ทั่ว  และโดยเฉพาะคลึงที่หัวหน่าว ว่าทำเพื่อให้มดลูกหดตัวเข้าอู่ตามเดิม ตามปรกติมักทับหม้อเกลือตอนบ่ายครั้งหนึ่ง  และตอนเช้ามืดอีกครั้งหนึ่ง ทำอย่างนี้ทุกวัน จนกว่าจะออกไฟ

นั่งถ่านช้ผวมะกรูดตากแห้ง ว่านน้ำ ว่านนางคำ ไพล ขมิ้นอ้อย ชานหมาก ชะลูด ขมิ้นผง ใบหนาด สิ่งเหล่านี้ หั่นละเอียด ตากแดด เตรียมไว้ก่อน ใช้โรยที่ละหยิบมือ ลงในเตาไฟขนาดเล็กๆ ให้พลุ่งเป็นควันขึ้นสู่ก้นผู้นั่ง ว่าเป็นเรื่องสมานแผลที่เกิดจากการคลอดลูก

การดูแลหลังคลอดในรูปแบบต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น มีลักษณะที่คล้ายกันมาก ในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย  แม้จะใช้คำเรียกต่างกันก็ตาม เช่นภาคกลางเรียกว่าอยู่ไฟ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า อยู่กรรม ทางภาคเหมือเรียกว่าอยู่เดือน  หรืออยู่กำเดือน ทางภาคใต้ (บางจังหวัด) เรียกว่านั่งก้อนเส้า  รวมทั้งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการปฏิบัติที่คล้ายกัน ซึ่งอาจจะแตกต่างกันอยู่บ้างที่รายละเอียด แต่ในหลักการและวัตถุประสงค์คงเหมือนกันคือ เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว  ขับน้ำคาวปลา ทำให้น้ำนมสุกและมีน้ำนมไหลมากเพียงพอที่จะเลี้ยงลูก  กับป้องกันอาการหนาวสะท้านหลังคลอด ช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรสามารถทำงานหนักได้ และเป็นการป้องกันโรค ภัยที่จะเกิดขึ้นหลังคลอดด้วย

ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (ฝรั่งเศส: 21 เมษายน พ.ศ. 2185-26 มีนาคม พ.ศ. 2272) เป็นราชทูตจากประเทศ ฝรั่งเศส ได้เดินทางมาประเทศไทยพร้อมกับ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เนื่องด้วยเป็นราชทูตเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยเดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยา พร้อมด้วยทหารของฝรั่งเศส จำนวนประมาณ 600 คน ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  สิ่งที่สำคัญของลา ลูแบร์ ก็คือ จดหมายเหตุลา ลูแบร์บอกถึงชีวิตความเป็นอยู่ สังคม ประเพณี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หลายสิ่งหลายอย่างของคนในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงนับได้ว่าเป็นหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ที่มีจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย

จดหมายเหตุลาลูแบร์ (ฝรั่งเศส: “Du Royaume de Siam” แปลตามตัวคือ “ว่าด้วยราชอาณาจักรสยาม”) เป็นจดหมายเหตุพงศาวดารที่กล่าวถึงราชอาณาจักรสยามในปลายรัชสมัยสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช พ.ศ. 2230 โดย มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ อัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาทูลพระราชสาส์น ณ ประเทศสยาม ได้พรรณาถึงกรุงศรีอยุธยาไว้อย่างกว้างขวาง แม้ว่าเขาจะอยู่เพียง 3 เดือน 6 วัน จึงต้องอาศัยความรู้จากหนังสือที่ชาวตะวันตกซึ่งมากรุงสยามแต่ก่อนแต่งไว้ อย่างคลาดเคลื่อนบ้าง สอบถามจากคนที่ไม่มีความรู้บ้าง ฟังจากคำบอกเล่าซึ่งจริงบ้างไม่จริงบ้าง บางเรื่องก็คาดเดาเอาเอง

จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับแปลในประเทศไทยมีอยู่ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระนิพนธ์แปล โดยทรงแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษ และฉบับแปลของสันต์ ท.โกมลบุตร จากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส

จุดประสงค์ของการเขียน
มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ได้ออกเดินทางจากท่าเรือเมือง เบรสต์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2230 มาทอดสมอที่กรุงสยาม เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2230 เดินทางกลับเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2231 ขึ้นบกที่ท่าเรือเมืองเบรสต์ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2231

ความมุ่งหมายในการเขียน เพ่งเล็งในด้านอาณาเขต ความอุดมสมบูรณ์ คุณภาพของดินในการกสิกรรม ภูมิอากาศเป็นประการแรก ต่อมาเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีโดยทั่ว ๆ ไป และเฉพาะเรื่องเฉพาะราย เรื่องเกี่ยวกับรัฐบาล และศาสนาจะกล่าวในตอนท้าย และได้รวบรวมบันทึกความทรงจำ เกี่ยวกับประเทศนี้ ที่เขาได้นำติดตัวมาด้วยไปผนวกไว้ตอนท้าย และเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักชาวสยามโดยแจ่มชัด จึงได้เอาความรู้เกี่ยวกับอินเดีย และจีนหลายประการมาประกอบด้วย นอกจากนั้นยังได้แถลงว่าจะต้องสืบเสาะให้รู้เรื่องราว พิจารณาสอบถาม ศึกษาให้ถึงแก่นเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินทางไปถึงประเทศสยาม ได้อ่านจดหมายเหตุทั้งเก่าและใหม่ บรรดาที่มีผู้เขียนขึ้นไว้เกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ในภาคพื้นตะวันออก ถ้าไม่มีสิ่งดังกล่าว   เขาอาจใช้เวลาสักสามปี ก็คงไม่ได้ข้อสังเกต และรู้จักประเทศสยามดี