การนวดไทย

การนวดไทย : มรดกไทยสู่มรดกโลก  

การนวดไทย ได้รับการยอมรับ และเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง ในหลายประเทศได้นำความรู้การนวดไทย ไปประยุกต์ใช้ และเผยแพร่ สู่สากล อย่างแพ่รหลาย  ภาครัฐโดยกระทรวงวัฒนธรรม จึงเห็นควรที่จะปกป้อง และให้มีการรับรู้ว่า การนวดไทย ที่แท้จริง มาจากประเทศไทย จึงนำเสนอ ให้การนวดไทย เป็นมรดกโลก      

ด้วยการเข้าเป็นภาคีออนุสัญญาเพื่อการพิทักษ์รักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ UNESCO

ปี พ.ศ. 2546  สมาชิกขององค์การยูเนสโก 150 ประเทศ ดำริให้มีการจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (CONVENTION FOR THE SAFEGUARDING OF THE INTANGIBLE CULTURAL HERITAGE) ภายใต้การประสานงานของยูเนสโกโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
  • เพื่อประกันว่าจะความเคารพมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของชุมชน กลุ่มชน และปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • เพื่อเพิ่มความตระหนักในระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับนานาชาติถึงความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และให้เกิดความชื่นชมร่วมกัน
  • เพื่อให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ

โดยให้นิยามว่า “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” หมายถึง การปฏิบัติการเป็นตัวแทน การ

แสดงออก ความรู้ ทักษะ ตลอดจน เครื่องมือวัตถุ สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เป็นผลจากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งชุมชน กลุ่มชนและในบางกรณีปัจเจกบุคคลยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน

“มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” แบ่งออกเป็นกลุ่มได้ดังนี้:

  • ประเพณีและการแสดงออกของมุขปาฐะ รวมถึงภาษาในฐานะของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
  • ศิลปะการแสดง
  • แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาลต่างๆ
  • ความรู้และวิถีปฏิบัติเกี่ยวธรรมชาติและจักรวาล
  • ฝีมือช่างแนวประเพณีนิยม

“การสงวนรักษา” หมายถึง มาตรการเพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไมได้ ดำรงอยู่รอดต่อไป ซึ่ง

รวมไปถึงการจำแนก การบันทึกหลักฐาน การวิจัย อนุรักษ์ คุ้มครอง ส่งเสริม เชิดชูการถ่ายทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านทางการศึกษาในระบบและนอกระบบ รวมทั้งการฟื้นฟูมรดกดังกล่าวในด้านต่างๆ

ประเทศไทยเป็นภาคีหนึ่งของอนุสัญญานี้ เพื่อให้เป็นไปตามข้อปฏิบัติในอนุสัญญานี้ กระทรวงวัฒนธรรมจึงมีภารกิจหลัก 2 ประการ คือ ดำเนินการจัดทำพระราชบัญญัติ เพื่อให้เกิดการส่งเสริมรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไมได้และดำเนินการขึ้นทะเบียนมรดกเหล่านั้นให้เป็นมรดกของชาติและนำขึ้นทะเบียนกับยูเนสโก

จากปี พ.ศ. 2546 กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการจัดทำร่าง “พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙” ขึ้น โดยได้รับการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๓ ตอนที่ ๑๙ ก ในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๙ โดยปรากฏคำนิยามที่สำคัญคือ

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” หมายความว่า ความรู้ การแสดงออก การประพฤติปฏิบัติ หรือทักษะ ทางวัฒนธรรมที่แสดงออกผ่านบุคคล เครื่องมือ หรือวัตถุ ซึ่งบุคคล กลุ่มบุคคล หรือชุมชน ยอมรับและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และมีการสืบทอดกันมาจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งโดยอาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของตน

ชุมชน” หมายความว่า กลุ่มคนกลุ่มเดียวหรือหลายกลุ่ม ที่มีความรู้ มีการประพฤติปฏิบัติสืบทอด หรือมีส่วนร่วมในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมนั้น

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • เพื่อบันทึกประวัติความเป็นมา ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
  • เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่อยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย
  • เพื่อเสริมสร้างบทบาทสำคัญและความภาคภูมิใจของชุมชน กลุ่มคน หรือบุคคลที่เป็นผู้ถือครองมรดก

ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

  • เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์สืบสาน ฟื้นฟูและปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญา

ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติ

  • เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเพื่อการพิทักษ์รักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของยูเนสโก

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการส่งเสริมและรักษาตามพระราชบัญญัตินี้ต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา

(๒) ศิลปะการแสดง

(๓) แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล

(๔) ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล

(๕) งานช่างฝีมือดั้งเดิม

(๖) การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว

(๗) ลักษณะอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าพระราชบัญญัตินี้จะได้มีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559 แต่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้มีการเตรียมการดำเนินงานในด้านนี้ไปส่วนหนึ่งแล้ว โดยมีการจัดทำรายการมรดกภูมิปัญญาของประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2548-2558 ไว้แล้วทั้งสิ้น ๓๑๗ รายการ

แนวปฏิบัติในการขึ้นทะเบียนภูมิปัญญาเป็นมรดกของชาติมีขั้นตอนดังดังภาพ 1

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนำเสนอคณะกรรมการระดับจังหวัด

 

คณะกรรมการระดับชาติ

 

ดำเนินการวิจัยเชิงลึก(นักวิจัย+ชุมชน)

เพื่อเสนอแนวทางในการปกป้อง รักษาและส่งเสริมให้อยู่ในสังคมไทยอย่างมั่นคง

 

จัดแสดง/นำเสนอสู่สาธารณะ

 

คณะกรรมการระดับจังหวัดนำเสนอต่อ

 

ภาพ 1 แผนภูมิแสดงขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาชาติ

หลังจากภูมิปัญญานั้น ๆ ได้รับการขึ้นทะเบียนในระดับชาติแล้วสามารถนำไปขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกได้ ภายใต้เงื่อนไขดังนี้

  • ต้องเป็นรายการได้ขึ้นทะเบียนระดับชาติไว้แล้ว
  • ภูมิปัญญานั้นชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการถือครอง
  • ผู้มีส่วนได้เสียจะต้องให้ความยินยอม
  • จัดทำข้อเสนอที่แสดงให้เห็นว่าชุมชนมีส่วนร่วมในการปกป้อง ถ่ายทอดและรักษาภูมิปัญญานั้นอย่างไร

มรดกภูมิปัญญาที่จะนำไปขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกมี 2 สถานะ คือ

  • รายการที่เสี่ยงต่อการสูญหาย (Need of Urgent Safeguarding list or Risk list)
  • รายการที่เป็นตัวแทนของชุมชน (Representative List)

การนวดไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาชาติมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2554 เอกลักษณ์ของนวดไทยคือ

  • เป็นภูมิปัญญาที่มีปรากฏในสังคมไทยมาไม่น้อยกว่า 500 ปี เป็นภูมิปัญญาที่ใช้ในการดูแลสุขภาพ

ตั้งแต่การตั้งครรภ์จนถึงวัยชรา ใช้ในการดูแลสุขภาพที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ไปจนถึงการใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง นวดไทยมีความสำคัญมาก จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๘) แสดงให้เห็นว่านวดไทยมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของคนไทย โดยมีการตั้งกรมหมอนวดขึ้นมา

  • มีหลักฐานทางเอกสารเกี่ยวกับการนวดไทย เช่น ศิลาจารึกวัดโพธิ์ เอกสารโบราณต่าง ๆ ที่แสดงให้

เห็นว่านวดไทยมีความแตกต่างจากศาสตร์นวดแขนงอื่น ๆ

การดำเนินงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • เพื่อปกป้องคุ้มครองภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยการบันทึก รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลนวดไทย

ภายใต้ การมีส่วนร่วมของชุมชนหรือผู้มีส่วนได้เสีย

(2) เพื่อจัดทำคลังข้อมูลมรดกภูมิปัญญาด้านนวดไทย

(3) เพื่อจัดทำเอกสารที่พร้อมยื่นเสนอขอการขึ้นทะเบียนนวดไทย ตามระเบียบของ อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (CONVENTION FOR THE SAFEGUARDING OF THE INTANGIBLE CULTURAL HERITAGE)

ในการดำเนินงานในครั้งนี้ได้จัดกลุ่มนวดไทยไว้ 2 กลุ่ม คือ

  • นวดแผนไทย มีรากมาจากจารึกวัดโพธิ์ อาจแบ่งเทคนิคการนวดเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น

นวดเชลยศักดิ์ นวดราชสำนัก นวดเส้นประธาน ฯ

  • นวดพื้นบ้าน เป็นการนวดที่ได้จากการสั่งสมประสบการณ์ และมีการพัฒนารูปแบบไปตามพัฒนาการ

ของสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ภาคเหนือมีนวดล้านนา นวดเอาม่าน ตอกเส้น ย่ำขาง ฯ การขิดเส้นในภาคอีสาน เป็นต้น

แนวทางในการดำเนินงานประกอบด้วย

  • ทำการรวบรวมเอกสาร ทบทวน เอกสารที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการสังเคราะห์ แล้วจัดทำรายงาน
  • จัดทำแบบสอบถาม เพื่อขอความเห็นในการนำเอาภูมิปัญญาการนวดไทยไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดก

โลก การแจกจ่ายแบบสอบถามมี 2 ลักษณะ คือ แจกแบบสอบถามโดยตรงและจัดทำเอกสารเป็นดิจิตอลไฟล์ เพื่อให้แสดงความคิดเห็นในแบบออนไลน์ได้ โดยมีเป้าประสงค์ให้ได้ความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างทั้ง 77 จังหวัดของประเทศไทย

  • จัดประชุมผู้มีส่วนได้เสีย โดยทำการวิเคราะห์หากลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งได้มา 6 กลุ่ม คือ

1) ผู้ที่เป็นตัวแทนภาครัฐที่ทำหน้าที่กำกับ ส่งเสริมดูแลด้านนวดไทย เช่น กรมพัฒนาการแพทย์แผน

ไทยและการแพทย์ทางเลือก  กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ  สภาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นต้น

2) สถาบันการศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนนวดไทย ทั้งประเภท ก (การมอบตัวเป็นศิษย์) และประเภท ข (การเรียนในระบบมหาวิทยาลัยที่ได้รับวุฒิในระดับปริญญาตรี)

3) สถานบริการของภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน รพ.สต. ฯ

4) สถานประกอบการของภาคเอกชน

5) หมอนวด มีประสบการณ์นวดมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

6) ผู้ใช้บริการ มีประสบการณ์ในการใช้บริการนวดมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังใช้บริการอยู่ในปัจจุบัน

  • ทำการจัดประชุมผู้มีส่วนได้เสียทั้ง 6 กลุ่ม แบ่งออกเป็น 5 ครั้ง ดังนี้
  • จัดประชุมกรรมการสมาพันธ์แพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทยและจัดทำพิธีไหว้ครู เมื่อวันที่ 27

มีนาคม พ.ศ. 2559 มีผู้แทนจาก โรงเรียน สมาคม มูลนิธิ จำนวน 17 องค์กร มีผู้เข้าร่วมที่เป็นทั้งตัวแทนภาครัฐ ผู้ประกอบการและหมอนวด จำนวนทั้งสิ้น 115 คน จาก 26 จังหวัด

  • จัดประชุมกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย 4 ภาค ภาคละ 30 คน โดยมีผู้แทนจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย

ประมาณกลุ่มละ 5 คน ทั้งนี้ให้กระจายผู้มาเข้าร่วมประชุมให้ครบทุกจังหวัด ดังนี้

-ภาคเหนือจัดวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ณ จังหวัดเชียงใหม่

-ภาคอีสานจัดวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ณ จังหวัดขอนแก่น

-ภาคใต้จัดวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

-ภาคกลางจัดวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ณ กระทรวงสาธารณสุข

การจัดประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ

  1. ทำการประชาสัมพันธ์/สื่อสาร สาระที่เกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดก

ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙” และอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

  1. รับฟังความคิดเห็นในการนำภูมิปัญญาการนวดไทยไปขึ้นทะเบียนกับยูเนสโก
  2. ระดมความคิดเห็นในการปกป้อง รักษาและส่งเสริมภูมิปัญญาการนวดไทยให้คงอยู่ใน

สังคมไทยอย่างยั่งยืน

  • ทำการสัมภาษณ์ชาวต่างชาติทั้งที่มาใช้บริการและมาเรียนรู้ตามสถานบริการและโรงเรียนต่าง ๆ
  • จัดทำวิดีทัศน์
  • จัดทำข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ตามแบบฟอร์มของยูเนสโก เสนอต่อกรม

ส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม