ผลิตภัณฑ์ จากฝ้ายทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ “กรรบาสิก”

ผลิตภัณฑ์ จากฝ้ายทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ
ผลิตภัณฑ์กรรบาสิก

เส้นฝ้าย… เส้นใยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นตัวแทนของเส้นใยจากธรรมชาติ ที่สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ  ของพัฒนาการเครื่องนุ่งห่มที่มีมนุษย์เป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นมา ทั้งยังเป็นตัวแทนของกลุ่มชุมชนที่ใช้เครื่องแต่งกายเป็นสื่อที่แสดงออกให้เห็นถึงความแตกต่างของชาติพันธ์มนุษย์     เส้นใยธรรมชาตินี้ปัจจุบันเริ่มกลับมาเป็นที่ต้องการ ของสังคมอีกครั้ง  และมีราคาค่อนข้างสูง  ฝ้ายธรรมชาติที่แท้จริง เมื่อนำมาย้อมสีธรรมชาติที่ได้จากเปลือกไม้  ใบไม้ หรือแม้แต่โคลน ทำให้เกิด ความสวยงาม ที่เป็นธรรมชาติ ชวนให้สบายตา และที่สำคัญมีความเย็นสบาย ในหน้าร้อน และอบอุ่น ในหน้าหนาว ลวดลายที่สวยงามต่างๆ  มาจากวิถีชีวิตของชุมชน และสภาพแวดล้อม  ทำให้เราสามารถ มองเห็นถึงรากเหง้าของ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี  กลิ่นที่ได้จากการย้อมสีธรรมชาติ ทำให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต่างจากกลิ่นเคมีและเส้นใยสังเคราะห์

ฝ้ายเข็น

คือ  ฝ้ายที่มีกระบวนการแปรรูปด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม ซึ่งมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยาก เพื่อให้ได้เส้นฝ้ายตามธรรมชาติ ก่อนที่จะนำไปย้อมสีต่างๆ ก่อนนำไปถักทอ ลักษณะของเส้นฝ้ายจะเส้นใหญ่และไม่สม่ำเสมอกันตลอดเส้น มีความนุ่ม ยิ่งผ่านการซักยิ่งมีความนุ่มนวลและสวยงามเป็นธรรมชาติ  ซึ่งปัจจุบันหาผู้ที่ทำฝ้ายเข็นได้น้อยมาก เพราะต้องฝึกหัดเป็นเวลานานและต้องมีความพยายามสูง  ด้วยความเจริญทางอุตสาหกรรม เข้ามาแทนที่วิถีชีวิตที่ เรียบง่าย ของคนในสมัยโบราณ ผู้คนจึงหันไปใช้เส้นด้ายสำเร็จรูปกันเป็นส่วนใหญ่เพราะราคาถูกกว่า และซื้อหาได้ง่าย

คุณสมบัติที่ดีของฝ้ายธรรมชาติ โดยเฉพาะฝ้ายเข็นมือ คือ

เส้นใยจากธรรมชาติจะปล่อยประจุไฟฟ้าลบ    ซึ่ง เป็นคล้ายไวตามีนในอากาศ  มี ประจุไฟฟ้าลบมาก  ก็ยิ่งทำให้มีความสะอาดรอบตัวมาก จึงควรสวมใส่แต่เสื้อผ้าฝ้าย ซึ่งทำให้สบายตัว และไม่ต้องใช้ เครื่องปรับอากาศ  ให้เปลืองพลังงาน  ซึ่งเส้นใยสังเคราะห์ไม่สามารถเรียนแบบได้  โดยปกติ คนเราจะมีประจุไฟฟ้าลบอยู่รอบตัว โดยมาจากการรับประทานอาหาร  ผู้ที่รับประทาน ผักสด ผลไม้ มากๆ  จะมีประจุลบ มากกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์   การรับประทานเนื้อสัตว์มาก ทำให้ประจุไฟฟ้าลบถูกทำลาย เส้นฝ้ายธรรมชาติย้อมคราม และย้อมจากสีธรรมชาติ จึงเหมาะกับมนุษย์ที่สุด”

ฝ้ายเข็นที่นำมาย้อมสีธรรมชาติ   มีการใช้วัตถุดิบที่ให้สีธรรมชาติ เช่น จากใบไม้ เปลือกไม้ ขี้เถ้า เมล็ดพืช โดยเฉพาะการย้อมสีน้ำเงินจากต้นคราม สีครามจึงเป็นสีเฉพาะที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ และมีขั้นตอนการย้อมที่ให้สีฟ้าและน้ำเงินแตกต่างกัน หากต้องการสีครามเข้ม หรือสีน้าเงินครามจะต้องย้อมถึง 7 ครั้ง หากใช้เวลาการย้อมเพียง 2-3 ครั้ง จะได้ สีฟ้าใสที่เรียกว่า “สีมุ้ยหรือเรียกว่า สีฟ้ามุ่ย การนำผ้าฝ้ายธรรมชาติย้อมด้วยต้นคราม เปรียบเสมือนกับการนำเอาสมุนไพรที่มีประโยชน์มาถักทอ ให้เกิดเส้นใยธรรมชาติที่สวยงามและสามารถใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้อย่างลงตัว

ความรู้เรื่อง “ห้อม” และ “คราม” สีจากธรรมชาติ

ห้อมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Baphicacanthus cusia Brem วงศ์ ACANTHACEAE
และมีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ที่เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ลำปาง เรียก ห้อมน้อย
ต้นคราม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Indigo tinctoria L. เป็นพืชในวงศ์ LEGUMINOSAE

พืชทั้งสองชนิดนี้มีความโดดเด่น ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในแง่สรรพคุณทางยา ทางคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยรวบรวมข้อมูลได้ว่าต้นห้อมในยาพื้นบ้านล้านนาใช้ ใบ ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ ยาพื้นบ้านใช้รากและใบ ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ตาอักเสบ สำหรับ ต้นครามข้อมูลจากหมอยาพื้นบ้านอีสาน ใช้ทั้งต้น แก้อาการบวมพอง ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว เปลือกใช้แก้พิษงู แก้พิษดี ขับพยาธิ แก้โลหิตตก แก้บวม ใบช่วยดับพิษ แก้ตัวร้อน แก้ปวดศีรษะ รากแก้พิษสารหนู ทั้งห้อมและคราม ถือเป็นยาเย็นนำมาใช้ในการลดไข้ โดยนำต้นสดๆ มาทุบพอกกระหม่อมเด็ก หรือผู้ใหญ่ก็ได้จะช่วยลดไข้ได้ดี แต่ถ้าหาต้นสดไม่ได้ หมอยาพื้นบ้านล้านนาแนะนำให้ใช้ผ้าที่ย้อมด้วยห้อมหรือคราม แต่ต้องเป็นการย้อมสีธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่สารเคมี ผ้าสีครามธรรมชาติผืนนี้ สามารถนำมาชุบน้ำวางที่กระหม่อมช่วยลดไข้ได้ดีกว่า ใช้ผ้าธรรมดาชุบน้ำ และใช้ผ้าม่อฮ่อมชุบน้ำ ลดการเจ็บปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้

จิตวิญญาณของหม้อคราม
ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรม อันเป็นแบบอย่างของคนรุ่นหลัง การก่อหม้อย้อมคราม กว่าจะก่อได้แต่ละหม้อ มันต้องใช้เวลา จึงเปรียบได้ว่า การก่อหม้อก็เหมือนก่อชีวิตขึ้นมาอีกชีวิตหนึ่งเลยทีเดียว ฟังดูแล้วอาจยิ่งใหญ่มาก เพราะบางคนอาจคิดแค่ว่า  เป็นหม้อย้อมครามสีดำๆ ใครๆก็ทำได้ แต่ถ้าไปสอบ ไปเรียนรู้กับคนโบราณ จะรู้ว่าหม้อครามก็เป็นอีกชีวิตหนึ่ง ที่ต้องการคนเอาใจใส่ดูแล คอยป้อนข้าวป้อนน้ำ ความหมายของข้าวน้ำของหม้อครามก็คือ เนื้อคราม น้ำด่าง มะขามเปียก ที่คนทำหม้อครามจะต้องหามาเติมลงในหม้อให้เป็นประจำมิให้ขาด เพราะถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง หม้อครามนั้นก็จะย้อมไม่ได้ ถึงย้อมก็จะได้สีไม่สวย ฉะนั้นจึงพูดได้ว่าหม้อครามก็คือชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง ที่ต้องคอยดูแล ว่ากันว่าคนโบราณเขาถือว่า ถ้าคนทำหม้อ จะไม่ทาแป้ง ไม่ใส่น้ำหอม เพราะจะไปทำให้หม้อผิดกลิ่น แล้วมันจะนอน (ก็คือย้อมได้สีไม่สวย) การจะทำให้หม้อฟื้นตัวต้องใช้เวลา หรือแม้กระทั่งคนทำหม้อมีความจำเป็นที่ต้องไปงานศพ กลับมาต้องมาทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำส้มป่อยก่อนลงมือย้อมหม้อ โดยเผาส้มป่อยให้พอมีกลิ่นหอม แล้วเอาไปแช่น้ำอาบ เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเพราะคนโบราณกลัวหม้อตาย แล้วย้อมไม่ได้ หรือแม้แต่จะมีคนมาขอแบ่งน้ำหม้อยังต้องมี ดอกไม้ธูปเทียนมาขอกันก่อน เพื่อเป็นความหมายว่าสิ่งที่ขอเป็นสิ่งที่มีค่า เอาไปแล้วก็ต้องดูแลรักษาเอาใจใส่ ซึ่งความเชื่อของคนโบราณก็เป็นแบบอย่างที่ดี ที่คนรุ่นหลังควรปรับและนำไปใช้ปฏิบัติ เพราะอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่หม้อครามหรือว่าอะไรก็ตาม ถ้าเราเอาใจใส่ดูแลของสิ่งนั้นก็จะอยู่กับเราไปนานเท่านาน ของทุกอย่างมีคุณค่าในตัวของมันเอง แล้วแต่ใครจะมองเห็นคุณค่าของมันและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่น่าสนใจคือ การใช้ผ้าฝ้าย ทอมือ และย้อมด้วยคราม มาห่อสมุนไพร และนำมาประคบเพื่อบรรเทาการปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากการคลอด  ครามเป็นสมุนไพร ที่มีคุณสมบัติ ที่ช่วยลดการปวดกล้ามเนื้อ ช่วยดูดพิษ และช่วยลดอุณหภูมิ ในผู้ที่มีไข้สูง

ผลิตภัณฑ์  กรรบาสิก เป็นผลิตภัณฑ์ ที่ ออกแบบ ลวดลาย เรียนแบบจากธรรมชาติ  เส้นฝ้าย ของเรา เน้นการย้อมสีจากธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันมีการ พัฒนาสายพันธ์ที่เป็นสีธรรมชาติโดยไม่ต้องย้อม แต่ยังมีราคาสูง เน้นสีที่ได้จากธรรมชาติ เช่น สีน้ำตาลจาก เปลือกประดู่ สีเขียวจากใบยูคาลิปตัส และสีแดงจากฝางเสน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีน้ำเงิน จากต้นคราม เป็นต้น ผ้าฝ้ายที่นำมาพัฒนา เป็นฝ้ายเข็นด้วยมือ จากกลุ่มที่มีความชำนาญ และนับวันจะหาผู้ที่สืบทอด ภูมิปัญญาการทำฝ้ายเข็น ที่มีความซื่อสัตย์ ซึ่งปัจจุบันจะหาฝ้ายที่ทอด้วยมือ ทั้งหมดได้ยากยิ่ง